เรียนรู้วัฒนธรรมอิตาลีก่อนเดินทางไปท่องเที่ยว

อิตาลีเป็นสวรรค์ของคนรักศิลปะของประเทศที่โฮสต์บางของโลกมีสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยวัฒนธรรมของอิตาลีมีรากฐานมั่นในมรดกของโรมันโบราณซึ่งสามารถตรวจสอบกลับพัน ๆ ปี ซึ่งประเทศอิตาลีได้มีผลกระทบอย่างมากในวัฒนธรรมของยุโรปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของปรัชญาศิลปะวรรณกรรมวิทยาศาสตร์โอเปร่าอาหารสถาปัตยกรรมแฟชั่นส่วนที่สำคัญที่สุดของวัฒนธรรมอิตาลีพบได้ในสถาปัตยกรรม จากโรมันโคลีเซียมของโรม สำหรับสถาปัตยกรรมของอิตาลีเป็นข้อพิสูจน์ถึงความมั่งคั่งของมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์

ซึ่งภาษาที่ใช้คือภาษาอิตาเลียนเป็นภาษาประจำชาติ และในแวดวงธุรกิจยังพบการใช้ภาษาอังกฤษกันได้ทั่วไป แต่ถ้าหากการสื่อสารเป็นไปเพื่อส่งและรับสารอย่างเข้าใจ ย่อมอาศัยการเชื่อมโยงระหว่างสองฝ่าย การเตรียมตัวฝึกฝนภาษาอิตาเลียนทั้งพูด ฟัง อ่าน เขียนจึงสำคัญมากในโลกธุรกิจอิตาลีมักชื่นชมผู้ที่มีการศึกษา มีความสามารถ ประสบความสำเร็จในอาชีพ ที่สำคัญอิตาลียังให้ความสำคัญกับศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ วรรณกรรม เพลง ไวน์ เสื้อผ้า อาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ลึกซึ้งมีความหมายการศึกษาเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ไว้จนสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองได้เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งสำหรับการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ทั้งนี้ชาวอิตาลีโดยรวมมีอุปนิสัยเปิดเผย การใช้เทคนิคด้วยการใช้มือไม้ประกอบการสนทนา ปรับโทนเสียงจังหวะจะโคนให้เทียบโน้ตกันได้ รู้จักเลือกเรื่องพูดคุยที่ต้องอัธยาศัย
อิตาลีมีวัฒนธรรมที่คล้ายคนเอเชียโดยให้ความเคารพนับถือผู้สูงอายุการแสดงความเคารพและให้เกียรติผู้สูงอายุถือเป็นมารยาทที่ชาวอิตาเลียนชื่นชมมากการมอบดอกไม้ที่เป็นการแสดงความยินดีหรือขอบคุณเมื่อได้รับเชิญเป็นแขกควรให้เป็นช่อที่จำนวนเป็นเลขคู่ในการทักทายกับชาวอิตาเลียนที่ยังไม่คุ้นเคยควรให้คำ Signore นำหน้าชื่อสกุลผู้ชายและ Signora นำหน้าชื่อสกุลผู้หญิง เมื่อแนะนำตัวหรือเรียกขานผู้นั้น ในที่ทำงานและการพบปะทางธุรกิจ จะต้องเรียกนามสกุล จนกว่าจะได้รับอนุญาตให้เรียกชื่อต้นได้และหากมีคำนำหน้าชื่อ จำเป็นต้องเอ่ยให้ถูกต้องทุกครั้ง
เมื่อได้พบปะรู้จักกับคนใหม่ๆ การทักทายด้วยการจับมือเป็นเรื่องปกติ

ดังนั้นการเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมต่างๆของอิตาลี จึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการที่จะเดินทางไปเที่ยว ไปศึกษาต่อหรือเพื่อทำธุรกิจ เพื่อจะได้ติดต่อได้สะดวกยิ่งขึ้น

ความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานของไทย-อิตาลี

อิตาลีเป็นประเทศหนึ่งที่ขึ้นชื่อในเรื่อความสวยงามของประเทศ

มีเมืองท่องเที่ยวที่ดังระดับโลกหลายเมือง มีสถานที่ที่เป็นแหล่งมรดกโลกอยู่มากกว่าประเทศอื่นในโลก รวมถึงมีการเรียนการสอนด้านแฟชั่นที่ดีที่สุดในโลก แต่ถ้าเทียบกับยุโรปประเทศอื่นๆแล้ว อิตาลีถือเป็นประเทศหนึ่งที่มีปัญหาอาชญากรรมไม่น้อย โดยเฉพาะการฉกชิงวิ่งราวในเมืองใหญ่ๆ เช่น โรม มิลาน ที่นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยเคยเจอปัญหานี้ นอกจากนี้อิตาลีมีปัญหาด้านสภาพแวดล้อม เช่น มลภาวะเป็นพิษจากอุตสาหกรรมและการสันดาบ ชายฝั่งแม่น้ำเน่าเสียจากอุตสาหกรรม และสารตกค้างจากการเกษตร ฝนกรด การขาดการดูแลบำบัดของเสียจากอุตสาหกรรมอย่างเพียงพอ และปัญหาด้านภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว ดินและโคลนถล่ม ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วม รวมถึงปัญหาแผ่นดินทรุดตัวในเวนิส

ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิตาลีมาเป็นเวลา 141 ปี ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2411 โดยไทยและอิตาลีได้ลงนามสนธิสัญญาฉบับแรกคือ สนธิสัญญาว่าด้วยมิตรภาพ การพาณิชย์ และการเดินเรือ (Treaty of Friendship, Commerce and Navigation) ซึ่งได้ลงนามเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ. 1868 ต่อมาอิตาลีได้แต่งตั้งกงสุลอิตาลีประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1886 ความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-อิตาลีโดยทั่วไปดำเนินไปอย่างราบรื่น ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาขัดแย้งที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน นอกจากนั้นยังมีการแลกเปลี่ยนการเยือนทั้งในระดับพระราชวงศ์ บุคคลสำคัญ และเจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลทั้งสองประเทศอย่างสม่ำเสมอ

ปัญหาและอุปสรรคทางการค้า อิตาลีเป็นประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป ทำให้เกิดปัญหาการค้าทวิภาคีระหว่างไทยและสหภาพยุโรป กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการค้าระหว่างไทยและอิตาลีด้วย แต่อิตาลีเป็นประเทศที่มีความเข้มงวดด้านกฎระเบียบการนำเข้ามากกว่าสมาชิกอื่นในสหภาพยุโรป เช่น ห้ามการใช้สาร EDTA ในอาหารทะเลกระป๋อง การระงับการนำเข้าอาหารทะเลแช่แข็งจากไทย เพราะตรวจพบเชื้อ Biotoxin เป็นต้น ผู้ส่งออกไทยจึงต้องระวังในสิ่งเหล่านี้เป็นพิเศษ อิตาลีเคยตรวจพบเชื้อ Vibrium Parahemoliticum ในปลาหมึก กุ้ง และปูสดแช่แข็งนำเข้าจากไทยและได้ใช้มาตรการกักกันสินค้าที่มีปัญหา เพื่อนำตัวอย่างไปตรวจวิเคราะห์ก่อน หากไม่พบเชื้อโรคจะอนุญาตให้นำเข้าได้ การยกเลิกมาตรการดังกล่าวอยู่ในดุลพินิจของหน่วยงานที่รับผิดชอบในการตรวจสอบ

ไทยและอิตาลีมีความร่วมมือด้านวัฒนธรรมมานานในอดีต

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ไทยได้ว่าจ้างสถาปนิก จิตรกร และศิลปินชาวอิตาเลียนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบอาคาร สถานที่สำคัญๆของไทย อาทิ พระที่นั่งอนันตสมาคม ทำเนียบรัฐบาล บ้านพิษณุโลก กระทรวงกลาโหม สถานีรถไฟหัวลำโพง วังบางขุนพรหม พระที่นั่งอภิเษกดุสิต พระที่นั่งสวนอัมพร ห้องสมุดเนลสัน เฮยส์ ซึ่งความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและความร่วมมือในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นความร่วมมือในการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม ระหว่างสอท. อิตาลีประจำประเทศไทยและบริษัทต่างๆ ของอิตาลีในไทย ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ของไทยทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน

เยือนกรุงโรม เมืองหลวงอันยิ่งใหญ่ของอิตาลี

โรมเป็นเมืองหลวงของอิตาลี

และเมื่อครั้งอดีตยังเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรโรมัรที่ยิ่งใหญ่อีกด้วย โดยในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาเพื่อเยี่ยมเยียนกรุงโรมแห่งนี้ ไม่ว่าจะมาเพื่อสัมผัสกับความโรแมนติกของกรุงโรม ซึมซับกลิ่นอายของอารธรรมโรมันโบราณ ชื่นชมความงามของศิลปะจากฝีมือจิตกรระดับโลก ซึ่งล้วนแล้วแต่ประทับใจกลับไปแทบทั้งสิ้น กรุงโรมก็ยังมีสิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องพึงระวังไว้ นั่นก็คือคนล้วงกระเป๋า ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่ถูกล้วงกระเป๋า หากจะไปเที่ยวที่โรมก็ควรระวังไว้ด้วย นอกจากโดนล้วงกระเป๋าแล้วบางครั้งหากไปซื้อของร้านค้าเล็กๆ เวลารับเงินทอนควรนับก่อนก็ดีเพราะบางร้านอาจจะแกล้งทอนเงินผิดได้ การย้อนยุคไปเยือนกรุงโรม เป็นหัวใจของจักรวรรดิโรมันโบราณในยุคสมัยรุ่งเรืองที่สุด เดินไปบนเส้นทางอัพเพียน ถนนไฮเวย์สายแรกในประวัติศาสตร์ ที่ทอดตัวสู่เมืองหลวงที่สำคัญที่สุดแห่งปี ค.ศ. 200 เป็นการสัมผัสวัฒนธรรมต้นตำหรับของตำนานความยิ่งใหญ่ในด้านต่างๆตั้งแต่ความเป็นอยู่ อาหารการกิน ไปจนถึงมหรสพการแสดง

โรม ตั้งอยู่ทางตอนกลางของประเทศ ในเขตตัวเมืองมีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 2.5 ล้านคน ถ้ารวมเมืองโดยรอบจะมีประมาณ 4.3 ล้านคน โดยมีจำนวนประชากรใกล้เคียงกับมิลานและเนเปิลส์ นอกจากนี้โรมยังเป็นที่ตั้งของนครรัฐวาติกัน ซึ่งเป็นดินแดนที่ประทับของพระสันตะปาปาแห่งศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิกอีกด้วย ซึ่งการเดินทางไปเที่ยวตามสถานที่เที่ยวต่างๆในกรุงโรมนั้น สามารถใช้ระบบขนส่งมวลชนซึ่งประกอบไปด้วยรถไฟใต้ดินเป็นหลักได้ เนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่นั้นอยู่ใกล้กับ Metro แต่หากจุดไหน Metro ไปไม่ถึงก็สามารถใช้รถบัสได้ โดย Metro ในกรุงโรมนั้นมีขนาดไม่ใหญ่และซับซ้อนเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ๆอย่างปารีสหรือลอนดอน เนื่องจากมีรถไฟแค่ 2 สายเท่านั้น ทำให้การเดินทางนั้นทำได้ง่ายกว่าปารีสหรือลอนดอน

หอเอนปิซา (Pisa Leaning Tower)

ตั้งอยู่ที่เมืองปิชา ประเทศอิตาลี ซึ่งสร้างด้วยหินอ่อน สูง 181 ฟุต มี 8 ชั้น โดยเริ่มสร้างเมื่อ ค.ศ. 1174 เสร็จเมื่อปี ค.ศ.1350 ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 176 ปี  สำหรับหอเอนปิชานี้ภายในมีเสาหินอ่อนที่สลักลวดลายด้วยฝีมือจิตรกรชื่อดังแห่งยุคที่สลักลวดลายไว้สวยงามมาก ส่วนสาเหตุที่เอียงนั้นเกิดขึ้นหลังจากเมื่อสร้างเสร้จแล้ว ฐานได้ทรุดไปข้างหนึ่ง เมื่อวัดดูปรากฏว่าเอียงออกจากแนวดิ่งของฐานถึง 14 ฟุต แต่ก็ยังไม่ล้ม ยังคงเอียงอยู่เช่นทุกวันนี้  ที่หอเอนปิซาแห่งนี้เป็นที่ที่กาลิเลโอขึ้นไปทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับแรงดึงดูดของโลก

ศึกษาและเตรียมมรับมือวัฒนธรรมการทำงานอิตาลี

หากกล่าวถึงประเทศที่จะให้สีสันความรื่นเริงใจในประสบการณ์การทำงานต่างเมือง ประเทศแถบยุโรปใต้ที่รุ่มรวยศิลปวัฒนธรรม มีรสนิยมและสไตล์ในการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย เป็นแหล่งโอกาสทางธุรกิจด้านแฟชั่น ของแต่งบ้าน กีฬา อาหาร ไวน์ และยังเป็นที่ตั้งขององค์กรนานาชาติมากมายอย่างอิตาลี นับว่าเป็นโอกาสการทำงานต่างแดนที่คุ้มค่า หากว่าเตรียมตัวพร้อม และยังจะได้ศึกษาวิถีการบริหารธุรกิจ บริหารองค์กร และบริหารชีวิตให้มีความหมาย

ที่นี่ใช้ภาษาอิตาเลียนเป็นภาษาประจำชาติ และในแวดวงธุรกิจยังพบการใช้ภาษาอังกฤษกันได้ทั่วไป แต่ถ้าหากการสื่อสารเป็นไปเพื่อส่งและรับสารอย่างเข้าใจ ย่อมอาศัยการเชื่อมโยงระหว่างสองฝ่าย การเตรียมตัวฝึกฝนภาษาอิตาเลียนทั้งพูด ฟัง อ่าน เขียนสำคัญมาก

ในโลกธุรกิจอิตาลีมักชื่นชมผู้ที่มีการศึกษา มีความสามารถ ประสบความสำเร็จในอาชีพ ซึ่งฟังดูคนทำงานบ้านเราก็น่าจะผ่านหลักเกณฑ์สองสามประการนี้ แต่สำหรับอิตาลียังให้ความสำคัญกับศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ วรรณกรรม เพลง ไวน์ เสื้อผ้า อาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ลึกซึ้งมีความหมายการศึกษาเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ไว้จนสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองได้เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งสำหรับการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์

สำหรับเรื่องเสื้อผ้าและหน้าผม คำกล่าวที่ว่าไว้ตั้งแต่สมัยเมื่อคุณตาคุณยายยังเด็กอย่างแต่งตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่งใช้ได้จริงที่อิตาลี ประเทศที่เป็นศูนย์กลางแฟชั่นของโลกนี้ มีสายตาและจมูกพิเคราะห์ผู้มาร่วมงานหรือติดต่อธุรกิจอย่างละเอียดลออ หากเป็นสุภาพบุรุษ ควรใช้เสื้อผ้าที่ตัดเย็บอย่างประณีตเลือกวัสดุชั้นดี หากใส่เนกไทของดีไซเนอร์ชาวอิตาเลียนได้จะแจ๋วมาก อย่าละเลยความเรียบร้อยของรองเท้า เข็มขัด และนาฬิกา ส่วนสุภาพสตรีขอให้ท่องหลักการ เรียบหรูดูสง่ามาดนางพญา หากเสริมด้วยกระเป๋ารองเท้าและเครื่องประดับที่ประณีตงดงามจะยิ่งทำให้ความประทับใจใน 15 วินาทีแรกสูงขึ้นเป็นเท่าทวี

ในที่ทำงานและการพบปะทางธุรกิจ เป็นที่รับรู้อย่างเข้มงวดว่าจะต้องเรียกนามสกุล จนกว่าจะได้รับอนุญาตให้เรียกชื่อต้นได้ และหากมีคำนำหน้าชื่อ จำเป็นต้องเอ่ยให้ถูกต้องทุกครั้งห้ามละไปเสีย เมื่อได้พบปะรู้จักกับคนใหม่ๆ การทักทายด้วยการจับมือเป็นเรื่องปรกติ แต่บ่อยครั้งที่อาจนำมืออีกข้างมาจับที่แขนประกอบด้วย จึงไม่ต้องตกใจไป

เมื่อไหร่ที่ได้โอกาสนัดหมาย พยายามจัดเวลาให้ได้ราว 10-11 นาฬิกา หรือ 15 นาฬิกาเป็นต้นไป การพบปะนัดหมายหากเป็นครั้งแรกๆ ยังจำเป็นต้องหาเครือข่ายที่มีความสัมพันธ์เข้มแข็งช่วยนัดหมายให้ ถ้าหลีกเลี่ยงการนัดหมายช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมได้จะดีมาก เพราะบริษัทส่วนใหญ่จะหยุดพักร้อนระหว่างนั้น

ธุรกิจอุตสาหกรรม sme ในอิตาลี

อิตาลีได้ชื่อว่าเป็นประเทศชั้นแนวหน้าในเรื่องการพัฒนา SMEs ทั้งยังเป็น model สำหรับประเทศที่ต้องการส่งเสริม SMEs ทั่วโลกชื่นชม เนื่องจาก SMEs ในอิตาลีประสบความสำเร็จอย่างสูงในการรวมตัวเป็นกลุ่มธุรกิจเพื่อผลิตสินค้าที่กลุ่มของตนมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (clustering) แต่ละท้องถิ่นในอิตาลีสามารถสร้าง brand ท้องถิ่นให้ชื่อเสียงกว้างไกลไปทั่วภูมิภาคยุโรปและระดับโลกมานับศตวรรษ อย่างเช่นเมืองวีเซนซ่ามีชื่อเรื่องเครื่องประดับ เวนิสโด่งดังเรื่องเครื่องแก้ว มิลานโดดเล่นเรื่องแฟชั่นและเครื่องหนัง ถ้าเรื่องช่างทองก็ต้องไปที่ฟลอเรนซ์ ส่วนเครื่องจักรกลและรถยนต์รวมศูนย์กันอยู่ที่แคว้นลอมบาร์ดี้ ในขณะที่เฟอร์นิเจอร์นั้นอยู่แถบเมืองบาซาโนทางตอนเหนือของประเทศ อิตาลีมีชื่อเรียกเมืองเหล่านี้ว่า industrial district หรือเขตอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ SMEs อิตาลีใช้ประโยชน์จากการที่อิตาลีเป็นศูนย์กลางทางศิลปะวัฒนธรรมในยุโรปมาแต่โบราณ ทำให้สินค้า SMEs อิตาลีถูกมองจากทั่วโลกว่าเป็นสินค้าสำหรับตลาด high-end และมีความได้เปรียบด้าน pricing มาตลอด ในปัจจุบัน SMEs อิตาลีในสาขาต่างๆ จะรวมตัวกันเป็นกลุ่มราว 100-150 รายเพื่อออกไปต่างประเทศพร้อมกันและรับออร์เดอร์ด้วยกันเป็นกลุ่มเพื่อทำให้ลูกค้าสามารถเลือกสั่งสินค้าได้อย่างครบวงจร อย่างเช่น SMEs ในสาขาเฟอร์นิเจอร์ซึ่งรวมตัวกันไปรับงานผลิตสินค้าตกแต่งบ้านแบบ tailor-made ให้กับเศรษฐีตะวันออกกลางทั้งหลาย เป็นต้น

อิตาลีเป็นประเทศที่มีการริเริ่มสร้างสรรค์ในสิ่งต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก อันมีพัฒนาการมาจากถิ่นฐานที่ตั้ง ประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมของตน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศ

อุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลางของอิตาลีมีประสิทธิภาพในการผลิตสูง โดยทั่วไปจะมีเทคโนโลยี และภูมิปัญญาท้องถิ่น (local know how) ของตนเอง ผู้ประกอบการเองจะมีความเชี่ยวชาญและชำนาญการผลิตที่พัฒนาและถ่ายทอดกันมาเป็นเวลานาน นอกจากนั้นยังทำงานใกล้ชิดกับลูกจ้างและลูกค้าโดยมีความยืดหยุ่น สามารถปรับปรุงดัดแปลงการผลิตให้เข้ากับตลาดและรสนิยมของผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สินค้าที่ผลิตได้เป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ตรงความต้องการของลูกค้าและมีผลกำไรสูง

ความสำเร็จของการสร้างอุตสาหกรรมที่มียี่ห้อ (brand-name industries) SMEs ของอิตาลีนอกจากผลิตสินค้าที่มีคุณภาพแล้ว ยังมีจุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ในผลิตภัณฑ์สินค้าของตนด้วย โดยมีความโดดเด่นในด้านการออกแบบสินค้า (design) และความสำเร็จในการสร้างชื่อยี่ห้อสินค้า (brand name) และมีการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวางและต่อเนื่องเพื่อให้ผลิตภัณฑ์สินค้าของตนเป็นที่ยอมรับและมีชื่อเสียงทั่วทั้งจากองค์กรของรัฐและผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศทั่วโลก เช่น สินค้าเครื่องหนัง กระเป๋า และรองเท้ายี่ห้อ Ferragamo, Prada, Gucci, Rossetti, และ Bruno Magli เสื้อผ้ายี่ห้อ Versace, Diesel, Benetton รถยนต์ยี่ห้อ Ferrari, Maserati และจักรยานยนต์ Ducati เป็นต้น