ธุรกิจอุตสาหกรรม sme ในอิตาลี

อิตาลีได้ชื่อว่าเป็นประเทศชั้นแนวหน้าในเรื่องการพัฒนา SMEs ทั้งยังเป็น model สำหรับประเทศที่ต้องการส่งเสริม SMEs ทั่วโลกชื่นชม เนื่องจาก SMEs ในอิตาลีประสบความสำเร็จอย่างสูงในการรวมตัวเป็นกลุ่มธุรกิจเพื่อผลิตสินค้าที่กลุ่มของตนมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (clustering) แต่ละท้องถิ่นในอิตาลีสามารถสร้าง brand ท้องถิ่นให้ชื่อเสียงกว้างไกลไปทั่วภูมิภาคยุโรปและระดับโลกมานับศตวรรษ อย่างเช่นเมืองวีเซนซ่ามีชื่อเรื่องเครื่องประดับ เวนิสโด่งดังเรื่องเครื่องแก้ว มิลานโดดเล่นเรื่องแฟชั่นและเครื่องหนัง ถ้าเรื่องช่างทองก็ต้องไปที่ฟลอเรนซ์ ส่วนเครื่องจักรกลและรถยนต์รวมศูนย์กันอยู่ที่แคว้นลอมบาร์ดี้ ในขณะที่เฟอร์นิเจอร์นั้นอยู่แถบเมืองบาซาโนทางตอนเหนือของประเทศ อิตาลีมีชื่อเรียกเมืองเหล่านี้ว่า industrial district หรือเขตอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ SMEs อิตาลีใช้ประโยชน์จากการที่อิตาลีเป็นศูนย์กลางทางศิลปะวัฒนธรรมในยุโรปมาแต่โบราณ ทำให้สินค้า SMEs อิตาลีถูกมองจากทั่วโลกว่าเป็นสินค้าสำหรับตลาด high-end และมีความได้เปรียบด้าน pricing มาตลอด ในปัจจุบัน SMEs อิตาลีในสาขาต่างๆ จะรวมตัวกันเป็นกลุ่มราว 100-150 รายเพื่อออกไปต่างประเทศพร้อมกันและรับออร์เดอร์ด้วยกันเป็นกลุ่มเพื่อทำให้ลูกค้าสามารถเลือกสั่งสินค้าได้อย่างครบวงจร อย่างเช่น SMEs ในสาขาเฟอร์นิเจอร์ซึ่งรวมตัวกันไปรับงานผลิตสินค้าตกแต่งบ้านแบบ tailor-made ให้กับเศรษฐีตะวันออกกลางทั้งหลาย เป็นต้น

อิตาลีเป็นประเทศที่มีการริเริ่มสร้างสรรค์ในสิ่งต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก อันมีพัฒนาการมาจากถิ่นฐานที่ตั้ง ประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมของตน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศ

อุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลางของอิตาลีมีประสิทธิภาพในการผลิตสูง โดยทั่วไปจะมีเทคโนโลยี และภูมิปัญญาท้องถิ่น (local know how) ของตนเอง ผู้ประกอบการเองจะมีความเชี่ยวชาญและชำนาญการผลิตที่พัฒนาและถ่ายทอดกันมาเป็นเวลานาน นอกจากนั้นยังทำงานใกล้ชิดกับลูกจ้างและลูกค้าโดยมีความยืดหยุ่น สามารถปรับปรุงดัดแปลงการผลิตให้เข้ากับตลาดและรสนิยมของผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สินค้าที่ผลิตได้เป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ตรงความต้องการของลูกค้าและมีผลกำไรสูง

ความสำเร็จของการสร้างอุตสาหกรรมที่มียี่ห้อ (brand-name industries) SMEs ของอิตาลีนอกจากผลิตสินค้าที่มีคุณภาพแล้ว ยังมีจุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ในผลิตภัณฑ์สินค้าของตนด้วย โดยมีความโดดเด่นในด้านการออกแบบสินค้า (design) และความสำเร็จในการสร้างชื่อยี่ห้อสินค้า (brand name) และมีการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวางและต่อเนื่องเพื่อให้ผลิตภัณฑ์สินค้าของตนเป็นที่ยอมรับและมีชื่อเสียงทั่วทั้งจากองค์กรของรัฐและผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศทั่วโลก เช่น สินค้าเครื่องหนัง กระเป๋า และรองเท้ายี่ห้อ Ferragamo, Prada, Gucci, Rossetti, และ Bruno Magli เสื้อผ้ายี่ห้อ Versace, Diesel, Benetton รถยนต์ยี่ห้อ Ferrari, Maserati และจักรยานยนต์ Ducati เป็นต้น

อุตสาหกรรมและการค้าของอิตาลี

อิตาลีมีพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่เหมาะแก่การเกษตรกรรม และมีทรัพยากรธรรมชาติไม่มาก แม้จะมีก๊าซธรรมชาติอยู่บ้าง จึงเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าอาหาร (net food importer) และพลังงาน ปัจจุบันอิตาลีเปลี่ยนจากระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาเกษตรกรรมเป็นสำคัญมาเป็นอุตสาหกรรม และมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นลำดับต้นๆ ของโลก โดยรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรสูงไล่เลี่ยกับอังกฤษและฝรั่งเศส อิตาลีสามารถเป็นโมเดลของไทยในด้านอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยมีอุตสาหกรรมที่สำคัญ อาทิ รถยนต์ เครื่องจักรกล การก่อสร้าง เคมีภัณฑ์ เภสัชภัณฑ์ เครื่องไฟฟ้า เครื่องเรือน อุตสาหกรรมทอผ้า เสื้อผ้าและแฟชั่น และการท่องเที่ยว

อิตาลีเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่ม G8 และเข้าร่วมสหภาพการเงินของสหภาพยุโรป (EMU) มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2541 แม้ระบบเศรษฐกิจของอิตาลีเป็นระบบทุนนิยม ภาคเอกชนสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างเสรี แต่รัฐบาลยังคงเข้ามามีบทบาทควบคุมกิจกรรมที่สำคัญ อาทิ ด้านสาธารณูปโภค อุตสาหกรรมพื้นฐาน เป็นต้น ซึ่งได้ก่อประโยชน์ให้แก่ภาครัฐบาลในการสร้างฐานอำนาจและแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างพรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้มีความพยายามที่จะลด บทบาทของพรรคการเมืองโดยการแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้ภาคเอกชนเข้ามาดำเนินการ อย่างไรก็ตาม อิตาลียังมีปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศหลายประการ ที่สำคัญได้แก่ การขาดดุลงบประมาณในระดับสูง การว่างงาน การขาดแคลนทรัพยากรพลังงานในประเทศ และระดับการพัฒนาที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างอิตาลีตอนเหนือ (Lombardy, Emilia, Tuscany) ซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมและการค้า และมีกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs อยู่หนาแน่น กับอิตาลีตอนกลางและตอนล่าง รวมทั้งเกาะ Sicily และ Sardinia ซึ่งเป็นแหล่งเกษตรกรรม บริเวณที่พัฒนาน้อยกว่านี้มีพื้นที่รวมกันเป็นร้อยละ 40 ของประเทศ มีประชากรอาศัยอยู่ถึงร้อยละ 35 และมีอัตราการว่างงานสูงถึงกว่าร้อยละ 20

โอกาสของธุรกิจร้านอาหารไทยในอิตาลี

ประเทศอิตาลีเป็นอีกหนึ่งประเทศที่กิจการร้านอาหารไทยยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก เนื่องจากร้านอาหารไทยยังมีจำนวนน้อยอยู่เมื่อเทียบกับร้านอาหารเอเชียของชาติอื่น ๆ ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจร้านอาหารไทยในอิตาลีเป็นไปอย่างราบรื่นและแข่งขันได้กับร้านอาหารจากชาติอื่น ๆ ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าไปลงทุนตั้งร้านอาหารไทยในอิตาลีจึงควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจร้านอาหารในอิตาลีอย่างละเอียดก่อน ซึ่งข้อมูลที่ควรทราบในการทำธุรกิจร้านอาหารไทยในอิตาลี จะประกอบไปด้วย
1.ต้นทุนการประกอบการ ต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง โดยเฉพาะค่าสถานที่ เพราะอิตาลีมีโบราณสถานมากทำให้อาคารที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการร้านอาหารได้จำกัด
2.คู่แข่ง ที่เป็นคู่แข่งสำคัญของร้านอาหารไทย จะเป็นจำพวกร้านอาหารจีนที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากราคาถูก นอกจากนี้ผู้ประกอบการชาวจีนยังมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจร้านอาหารมานานกว่า นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารญี่ปุ่นและ อิตาเลียนที่เป็นคู่แข่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง เพราะได้รับความนิยมจากผู้บริโภค
3.แหล่งวัตถุดิบ จำพวกเครื่องปรุงอาหารส่วนใหญ่นำเข้ามาจากฝรั่งเศส
4.ระเบียบการตั้งร้านอาหารในอิตาลี ในส่วนนี้ผู้ประกอบการร้านอาหารจะต้องผ่านการฝึกอบรมการบริหารภัตตาคารจากหน่วยงานของอิตาลีมาก่อน และต้องได้รับใบอนุญาตจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มในส่วนของอาคารก็ต้องได้รับอนุญาตประกอบกิจการร้านอาหารและผ่านการรับรองจากหน่อยงานด้านสุขอนามัยอีกด้วย รวมทั้งพ่อครัวแม่ครัวและพนักงานบริการก็ต้องมีใบอนุญาตทำงานในร้านอาหารอีกด้วย ฉะนั้นหากผู้ที่สนใจจะทำธุรกิจร้านอาหารในอิตาลีต้องการความสะดวกในการเปิดร้านอาหาร คือ ควรจะซื้อกิจการต่อจากผู้ประกอบการเดิม เพราะสามารถช่วยลดขั้นตอนการขอใบอนุญาตได้โดยไม่ต้องยุ่งยากอีกด้วย

ดังนั้นหากจะทำธุรกิจร้านอาหารในอิตาลี ควรจะต้องทราบข้อมูลต่างๆเหล่านี้ก่อนเพื่อจะได้ลงทุนกับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิผล เพราะหากขากความรู้เหล่านี้ก็ไม่สามารถที่จะเปิดกิจการร้านอาหารในประเทศอิตาลีได้ เนื่องจากประเทศอิตาลีมีข้อจำกัดเยอะ ทั้งนี้ผู้ประกอบการควรจะศึกษาถึงชีวิตความเป็นอยู่ ของพลเมืองอิตาลีเพิ่มเติมด้วยเพราะจะได้ลงทุนทำธุรกิจที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายและสามารถทำให้ธุรกิจนั้นยั่งยืนไปได้

ตลาดแรงงานและโอกาสการทำธุรกิจในอิตาลี

อิตาลี ไม่ใช่เพียงแค่ประเทศที่หลายคนทั่วไปรู้จักเพียงแค่อาหาร ความหรูหรา และรถยนต์สมรรถนะสูงเท่านั้น อิตาลียังมีศักยภาพในหลายภาคส่วน รัฐบาลอิตาลีได้มีการกำหนดแผนยุทธศาสตร์โอกาสการลงทุนในอิตาลี โดยแบ่งเป็น 5 ภาคส่วนหลัก ประกอบด้วย ไอซีที วิทยาศาสตร์การแพทย์ การขนส่ง การท่องเที่ยว และด้านพลังงานหมุนเวียน ที่ในแต่ละภาคส่วนล้วนมีความแข็งแกร่ง

ข้อมูลจากสถานทูตอิตาลีประจำ ประเทศไทย ระบุถึงยุทธศาสตร์ด้านไอซีที อิตาลีได้อันดับที่ 4 ในด้านความใหญ่ของตลาดไอซีที ด้วยมูลค่ากว่า 60,000 ล้านดอลลาร์ อีกทั้งยังครองตำแหน่งอันดับที่ 2 สำหรับยอดการใช้ซิมการ์ดกว่า 90 ล้านใบ มากกว่านั้น ยังมีบริษัทชั้นนำด้านไอซีทีเข้ามาตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์

อิตาลีมีขนาดอุตสาหกรรมในวิทยาศาสตร์การแพทย์ใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของยุโรป รองจากเยอรมนี และฝรั่งเศส ที่สำคัญในด้านดังกล่าวมากกว่า 100 บริษัท มีการอัดฉีดเงินในด้านการวิจัยและพัฒนากว่า 1,200 ล้านยูโรต่อปี และที่สำคัญในด้านการแพทย์อิตาลีมีความแข็งแกร่งใน 4 ด้าน ต่อไปนี้ คือ ด้านเวชชีวศาสตร์ ด้านการศึกษาและการรักษาเนื้องอก ด้านการวินิจฉัยโรค และด้านประสาทวิทยา

ด้านการท่องเที่ยว เป็นดั่งที่หลายฝ่ายทราบดีอยู่แล้วว่า อิตาลีมีเอกลักษณ์ในด้านวัฒนธรรมที่มีความหรูหรา และการบริการด้วยมาตรฐานสากล ผนวกกับศิลปวัฒนธรรมตั้งแต่ยุคสมัยโรมัน ทั้งยัง เป็นประเทศที่ได้รับการประกาศให้มีพื้นที่ทางมรดกโลกมากที่สุดในโลกอีกด้วย

ด้านการขนส่ง อิตาลีมีมอเตอร์เวย์ระยะทาง 6,500 กิโลเมตร ยาวเป็นอันดับที่ 2 ของยุโรป และมีเครือข่ายทางรถไฟ 16,703 กิโลเมตร อยู่ในอันดับที่ 2 สำหรับประเทศที่มีความสำคัญในด้านการขนส่งทางทะเล ด้วยท่าเรือพาณิชย์นานาชาติ 3 แห่ง

ด้านพลังงานหมุนเวียน อิตาลีเป็น 1 ใน 5 ประเทศทั่วโลกที่มีศักยภาพด้านตลาดพลังงานหมุนเวียน ประกอบกับการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งนอกจากพลังงานลมแล้ว อิตาลียังมีศักยภาพที่จะผลิตพลังงานจากความร้อนใต้ผืนพิภพ พลังงานคลื่น ไบโอแมส ไบโอก๊าซ ก๊าซชีวภาพหลุมขยะ และพลังงานจากก๊าซของเสีย

อย่างไรก็ตามตลาดและธุรกิจของอิตาลีก็ยังเป็นที่จับตามองของนักลงทุนที่คิดจะลงทุนในประเทศอิตาลีอยู่ดี แต่ทั้งนี้เราก็ควรศึกษาข้อมูลในหลายๆด้านก่อนที่คิดจะทำธุรกิจ

ธุรกิจแฟชั่น มรดกโลกในอิตาลี

อิตาลีเป็นประเทศที่โด่งดังทั้งในเรื่องแฟชั่นและประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ และสองสิ่งที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้นี้ ก็กลับกลายมาเป็นปัจจัยส่งเสริมกันและกัน เมื่อเจ้าของธุรกิจแฟชั่น หันมาสร้างภาพลักษณ์ให้แบรนด์ตัวเองด้วยการสนับสนุนเงินทุนเพื่อบูรณะและดูแลรักษาโบราณสถานในอิตาลี

พูดถึงประเทศอิตาลี บรรดาหนุ่มสาวผู้รักแฟชั่นก็ต้องนึกถึงเมืองหลวงด้านแฟชั่นและการออกแบบของโลกอย่างมิลาน หรือห้องเสื้อหรูชั้นนำอย่างเฟอรากาโม ดอลเช่แอนด์กาบานา หรืออาร์มานี ส่วนคนที่รักการท่องเที่ยวและประวัติศาสตร์ ก็คงนึกถึงฟลอเรนซ์ เวนิซ หรือโรม เมืองมรดกโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ตั้งแต่ยุคโรมันมาจนถึงเนเนสซองท์

อันที่จริงแล้ว อิตาลีนอกจากจะเป็นประเทศที่ให้กำเนิดศิลปิน นักออกแบบ และดีไซเนอร์ชื่อดังของโลกมากมายแล้ว ยังเป็นประเทศที่มีมรดกโลกขึ้นทะเบียนกับองค์การยูเนสโกมากที่สุดในโลกอีกด้วย แต่โบราณสถานที่เก่าแก่และใหญ่โตมโหฬารอย่างโคลอสเซียมหรือโรมันฟอรัม ต้องใช้เงินมหาศาลในการดูแลบูรณะปฏิสังขรณ์ ขณะที่เศรษฐกิจอิตาลีกำลังดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่อง ในฐานะหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจตกต่ำที่สุดในยุโรป ทำให้งบประมาณในการดูแลทรัพสมบัติของชาติเหล่านี้ถูกมองว่าเป็น “งบฟุ่มเฟือย” และถูกหั่นออกเป็นรายการแรกๆในการตัดลดรายจ่ายของรัฐบาล

โดยคณะกรรมการด้านการท่องเที่ยวของอิตาลียืนยันว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา งบประมาณด้านการสนับสนุนวัฒนธรรม รวมถึงการบูรณะปฏิสังขรณ์มรดกโลกในประเทศ ถูกตัดทอนลงถึง 1 ใน 3 ทำให้ทุกวันนี้ งบประมาณในการซ่อมแซมโบราณสถานส่วนใหญ่ ขึ้นอยู่กับการบริจาคของภาคเอกชน

และจุดนี้เองที่บรรดาเจ้าของธุรกิจแฟชั่น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ทำเงินมากที่สุดในอิตาลีโดยไม่หวั่นพิษเศรษฐกิจตกสะเก็ด ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทในการพิทักษ์รักษาความภาคภูมิใจในด้านวัฒนธรรมของชาวอิตาเลียน ด้วยการปวารณาตัวเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนซ่อมแซมดูแลรักษาโบราณสถานต่างๆ

แคมเปญที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุด ก็คือโครงการบูรณะโคลอสเซียมของทอดส์ แบรนด์เครื่องหนังยี่ห้อดังของอิตาลีเมื่อปี 2554 ที่ทอดส์ยอมทุ่มเงินถึง 25 ล้านยูโร หรือ 950 ล้านบาท เพื่อเนรมิตรโคลอสเซียมที่เริ่มทรุดโทรมให้กลับมายิ่งใหญ่ พร้อมรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอีกครั้ง

ขณะที่ดีเซล แบนด์เสื้อผ้าวัยรุ่นชื่อดัง ก็เคยสนับสนุนการซ่อมแซมสะพานริอัลโต สะพานข้ามคลองที่มีชื่อเสียงที่สุดของเวนิซ ด้วยเงินกว่า 5 ล้านยูโร หรือ 190 ล้านบาท

ส่วนแคมเปญล่าสุดมาจากเฟนดิ ที่ประกาศจะสนับสนุนเงินทุนกว่า 2 ล้าน 5 แสนยูโร ในการบูรณะน้ำพุเทรวีและน้ำพุเล กวาตโตร สองน้ำพุเก่าแก่ในโรมที่เป็นสถานที่ถ่ายรูปยอดนิยมของบรรดานักท่องเที่ยว

แน่นอนว่าแบรนด์เสื้อผ้าเหล่านี้คงไม่ลงทุนเป็นจำนวนหลายร้อยล้านบาทเพียงเพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรมของประเทศ สิ่งที่มักมาพร้อมกับการเป็นเจ้าภาพบูรณะปฏิสังขรณ์สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังเหล่านี้ ก็คือการได้รับอนุญาตให้ติดป้ายโฆษณาสินค้าของตัวเองได้ในระหว่างการซ่อม ซึ่งคงไม่ต้องบอกว่าคุ้มค่าเพียงใดกับการได้ติดป้ายโฆษณาในสถานที่ที่มีคนไปถ่ายรูปมากที่สุดในโลกอย่างโคลอสเซียมและน้ำพุเทรวี

นอกจากนี้ สิ่งที่ตามมานอกเหนือจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจก็คือภาพลักษณ์ของการช่วยเหลือสังคม คนอิตาเลียนส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญหากับป้ายโฆษณาขนาดยักษ์ที่รายล้อมโบราณสถานในช่วงซ่อมแซมเหมือนนักท่องเที่ยว ที่อาจจะหงุดหงิดบ้างเมื่อไม่ได้ถ่ายรูปกับสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตในอิตาลี ในทางตรงกันข้าม พวกเขากลับมองว่าการช่วยเหลือพึ่งพากันและกันระหว่างธุรกิจแฟชั่นกับโบราณสถานในประเทศ เป็นทางออกที่ได้ประโยชน์ทุกฝ่าย ในภาวะที่เศรษฐกิจฝืดเคืองอย่างทุกวันนี้